แนวรับแนวต้านคือแนวคิดที่สำคัญที่สุดในการอ่านกราฟ — มันคือ "ที่" ที่ทำให้แพทเทิร์นในหมวดก่อนมีความหมาย หมวดนี้สอนวาดมันให้ไม่มั่ว มองเป็นโซน และแยกสองสถานการณ์: ราคาเด้งกับราคาทะลุ
แนวรับ (Support) คือระดับที่ราคาเคยลงไปแล้วมีแรงซื้อดันกลับขึ้น เหมือน "พื้น" · แนวต้าน (Resistance) คือระดับที่ราคาขึ้นไปแล้วมีแรงขายตีกลับลง เหมือน "เพดาน"
ทำไมมันเกิดซ้ำ? เพราะคนทั้งตลาดจำระดับเดิมได้และตัดสินใจคล้าย ๆ กันเมื่อราคากลับมา — มันจึงกลายเป็น "ความทรงจำร่วม" ที่ทำให้ราคามีจุดอ้างอิง ไม่ได้วิ่งมั่ว
S = พื้น (แรงซื้อ), R = เพดาน (แรงขาย) — เกิดซ้ำเพราะคนจำระดับเดิมได้
เมื่อตลาดเป็นเทรนด์ แนวรับแนวต้านจะเอียงตาม — ลากเส้นใต้ "จุดต่ำที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ" ได้เส้นเทรนด์ขาขึ้น (ทำหน้าที่เป็นแนวรับเคลื่อนที่) ลากเส้นขนานด้านบนได้ "ช่องเทรนด์ (channel)" ที่ราคามักวิ่งอยู่ในกรอบ
ข้อควรระวัง: เส้นเทรนด์ที่ดีควรมีจุดสัมผัสอย่างน้อย 2-3 จุด อย่าลากเส้นให้เข้ากับสิ่งที่อยากเห็น — นั่นคือการหลอกตัวเอง
ในเทรนด์ แนวรับ/ต้านเอียงตามทิศ — ต้องมีจุดสัมผัสจริง ไม่ใช่ลากตามใจ
ข้อผิดพลาดของมือใหม่คือวาดแนวเป็น "เส้นบางเป๊ะ" แล้วหงุดหงิดเมื่อราคาทะลุนิดหน่อยแล้วเด้ง ความจริงคือแนวรับแนวต้านเป็น โซน (บริเวณ) เพราะคนในตลาดตัดสินใจที่ "แถว ๆ" ระดับนั้น ไม่ใช่ตัวเลขเดียว
มองเป็นโซนช่วยสองอย่าง: ไม่ตกใจเมื่อราคาแทงไส้เกินแนวเล็กน้อย และวาง SL ได้สมเหตุผลขึ้น (เผื่อระยะโซน ไม่ใช่ชิดเส้นจนโดนกวาดง่าย)
คิดเป็นโซน ไม่ใช่เส้น — ราคาแทงเกินนิดหน่อยเป็นเรื่องปกติ
เมื่อราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปได้จริง แนวเดิมมักเปลี่ยนบทบาทเป็น "แนวรับ" เมื่อราคาย้อนกลับมาทดสอบ (และกลับกันสำหรับแนวรับที่ถูกทะลุลง) — นี่คือหนึ่งในจังหวะเข้าที่คลาสสิกที่สุด เพราะเป็นการยืนยันว่าแนวนั้นเปลี่ยนมือแล้วจริง
ทะลุแล้วย้อนมาทดสอบ = จังหวะที่ดี เพราะยืนยันการเปลี่ยนมือ
ระดับราคาที่เป็น "เลขกลม" (เช่น ทอง 2650, 2700) มักทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้านทั้งที่ไม่มีอะไรพิเศษทางเทคนิค — เพราะมันเป็นจุดที่คนทั้งตลาดจับตาและตั้งออเดอร์ไว้พร้อมกัน (SL, TP, เป้าหมายทางจิตวิทยา)
ประโยชน์: เอาเลขกลมมาซ้อนกับแนวเทคนิคอื่น ยิ่งหลายเหตุผลชนกันที่ระดับเดียว แนวนั้นยิ่งน่าเชื่อถือ (เรื่อง "ซ้อนหลักฐาน" นี้จะลงลึกในระดับสูงขึ้น)
เลขกลมคือแนวจิตวิทยา — ทองเคารพมันบ่อย เพราะทุกคนดูเลขเดียวกัน
เมื่อราคาเข้าหาแนว มันจบได้ 2 ทาง: เด้ง (Bounce) — ถูกตีกลับ เราเทรดตามการกลับตัว หรือ ทะลุ (Break) — ผ่านไปได้ เราเทรดตามการไปต่อ ปัญหาคือเราไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะเป็นแบบไหน
นี่คือเหตุผลที่เราไม่ "เดา" แต่รอการยืนยัน — เช่น รอแท่งปิดเลยแนว (สำหรับ break) หรือรอแท่งกลับตัวที่แนว (สำหรับ bounce) การรอยืนยันแลกด้วยการเข้าช้าลงนิดหน่อย แต่ลดการโดนหลอกได้มาก
อ่านกราฟด้วยเทคนิคเป็นแล้ว หมวด 2.3 สามสายการวิเคราะห์ จะถอยมามองภาพใหญ่ว่า technical เป็นแค่ 1 ใน 3 สาย — และสายไหน "ดีที่สุด" คือคำถามที่ผิด
เจอแนว = เด้งหรือทะลุ · เราไม่เดา — รอยืนยันก่อนเข้าเสมอ